คุณทราบไหมครับว่าโรงแรมใหญ่หลายๆแห่งในต่างประเทศ ตื่นตัวในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆที่จะเอามาใช้ในโรงแรมเป็นอย่างมาก คุณอาจจะเคยอ่านบทความที่พูดถึงโรงแรมในญี่ปุ่นที่ใช้หุ่นยนต์มาเป็น front รับแขกแถมพูดได้หลายภาษา

หรือบางโรงแรมให้แขกเช็คอินด้วยตัวเองโดยวาง tablet ไว้ให้เดินเข้ามาจิ้มๆจากนั้นก็กดรหัสที่กล่องเก็บกุญแจ และเดินขึ้นไปที่ห้องได้เลย

ความตื่นเต้นในเรื่องเหล่านี้ผมเองมองว่า บางอย่างน่าใช้งาน บางอย่างก็ใช้ไม่ได้  มาดูกันครับว่าเทคโนโลยีในโรงแรมอะไรบ้างที่จะมาแน่ๆ เพราะหลายแห่งเริ่มใช้กันแล้ว

1.อันดับแรก เป็นสิ่งที่เรียกชื่อว่า Internet of Things (หรือ IoT) คำนี้เป็นที่เข้าใจกันในวงการไอที ว่าหมายถึงการที่อินเทอร์เนตทำให้อุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกันและทำงานร่วมกันได้ อันนี้น่าสนใจครับ

ลองจินตนาการดูว่า  มีลูกค้าเดินลงรถมาซัก20คนพร้อมๆกัน แต่ละคนมีมือถือที่เชื่อมต่อกับระบบของโรงแรมทันที ลูกค้ามองเห็นระบบเช็คอินขึ้นที่หน้าจอ แนะนำให้ถ่ายภาพ selfieเพื่อลงทะเบียน

จากนั้นระบบก็ลงทะเบียนห้องพัก ถ้ายังไม่ได้จ่ายเงินก็กดจ่ายได้เลย จะบัตรเครดิต paypal หรือผ่าน i-banking ก็จัดไปง่ายๆ

ตรงหน้าจอขึ้นมาว่าลูกค้าพักห้องไหน มีระบบนำทางไปที่ลิฟเสร็จสรรพ กดเบอร์ห้อง ลิฟก็พาลูกค้าไปยังชั้นที่ต้องการ ใช้มือถือกดเปิดห้อง เปิดไฟหรี่ไฟ เปิดทีวี และเรียก room service กดสั่งเครื่องดื่มเย็นๆได้เลย

ยังมีอีกเยอะครับ ที่ลูกค้าของโรงแรมสามารถเชื่อมต่อและทำอะไรๆเองได้เลย ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาคนไม่พอของโรงแรม หรือต้องนั่งรอเช็คอินนานๆอันนี้ดีครับ ถ้ามีงบประมาณ มันทำได้จริงและไม่งอแงตอนที่ต้องทำโอทีด้วย

iot ที่เอามาใช้ในโรงแรมได้

2. Recognition Technology หรือระบบจดจำ จะจดจำลายนิ้วมือหรือจดจำใบหน้าก็ได้ เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน เช่น ตอนเข้าห้องก็แสกนลายน้ำมือหรือยืนนิ่งๆให้แสกนใบหน้า ประตูก็เปิดให้

หรือจะเอาแบบแสกนม่านตาเลยก็ทำได้นะตอนนี้ ระบบจดจำนี้ยังเอามาใช้งานกับการรักษาความปลอดภัยไม่ให้คนแปลกปลอมเข้าไปในโรงแรมได้ง่ายๆ

รวมทั้งใช้กับส่วนของพนักงานเองก็ได้ เมื่อเอามารวมกับระบบ iot ในข้อแรกก็ยิ่งทำให้การทำงานของหลายๆส่วนในโรงแรม ดีขึ้น ไวขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ตัวอย่างนี้จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างอาลีบาบากรุ๊ปกับกลุ่มโรงแรม Marriott ที่ลูกค้าสามารถจองห้องและเข้าไปเช็คอินที่ตู้เช็คอินในโรงแรมได้เลย

3.Virtual Reality (VR) คือระบบเสมือนจริงที่ตอนนี้มีการนำเอามาใช้งานจริงๆแล้วโดย Amadeus ได้นำ vr มาให้ใช้จองตั๋วเครื่องบินออนไลน์เสมือนจริง ลองดูในคลิปนะครับว่ามันใช้งานยังไง

แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเฉยๆกับสิ่งนี้นะครับ นั่งจิ้มไอแพดหรือมือถือก็จองได้ประมาณเดียวกันคือมันยังไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ครับ

ในเรื่องของ vr อาจจะเอามาใช้กับโรงแรมได้อย่างเช่น จำลองห้องพัก type ต่างๆให้ลูกค้าได้เห็นห้องจริงที่ตัวเองจะได้นอนพักในรูปแบบสามมิติ พอชอบมากๆก็กดจองได้เลย อะไรแบบนั้น (อันนี้เฉยๆเพราะตอนทำน่าจะแพงแถมไม่ค่อยได้อะไรด้วย)

ลูกค้านั่งดูและจองที่นั่งบนเครื่องบินได้เลย

4.ส่วน Augmented Reality (AR) อันนี้ออกแนว entertain ลูกค้ามากกว่าครับ จะคล้ายๆ VR แต่จะเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ดูเหนือจริง เช่น อาจจะปรับให้ในห้องเหมือนมีน้ำตกบนผนังอะไรแบบนั้น

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมันไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรที่ต้องเอามาใช้ในโรงแรมเท่าไหร่ เทคโนโลยีแบบนี้ที่เรารู้จักกันดีก็ในเกมส์ Pokemon นั่นไงครับ อาจจะเป็นไปได้ถ้าจะหยิบมาใช้เพื่อสร้างความไฮเทคน่าตื่นตา ไม่เหมือนใคร ว่าแต่คุณจะลงทุนเหรอ?

Augmented reality ที่มีการเอามาใช้จริงกับธุรกิจท่องเที่ยว

5. Robotเกริ่นไปข้างบนนิดหน่อยแล้วนะครับว่าหุ่นยนต์มาแล้ว และจะต้องมาอีกเรื่อยๆ ตอนนี้มีหุ่นยนต์ที่เป็น Front ได้แล้ว โต้ตอบได้แล้ว แต่ยังไม่ขยับตัวไปไหนเท่าไหร่

ในอนาคตอันใกล้ น่าจะมีหุ่นยนต์แม่บ้านคอยทำความสะอาดเวลาที่มีลูกค้าเยอะๆ จนแม่บ้านมนุษย์ทำงานไม่ทันย่อมต้องใช้หุ่นยนต์มาช่วย

แต่ไทยเราคงต้องใช้เวลาซักหน่อยเพราะค่าแรงถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่พอคำนวณแล้วซื้อหุ่นยนต์มาซักตัว อาจจะคุ้มค่าคุ้มต้นทุนภายในเวลาเพียงปีสองปีก็ได้นะครับ

ใช้หุ่นยนต์มันก็ดูน่าสนุกดีเหมือนกัน เวลาเข้าพักคงตื่นเต้นดี

6.Ai หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่ตอนนี้ก็เริ่มมีให้เห็นแล้วในวงการ social media ที่เรามักจะนิยมใช้  chat botในการตอบโต้พูดคุยกับลูกค้า คือแทนที่จะมานั่งตอบแชท เอาเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

เพราะคำถามของลูกค้าส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นคำถามเดิมๆ เช่น โรงแรมตั้งอยู่ที่ไหน มีโปรโมชั่นอะไรที่น่าสนใจช่วงสิ้นปีบ้าง อยากรู้รายละเอียดเรื่องห้องพัก และ ai ก็ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ จัดการเรื่องต่างๆให้ได้จบภายในโปรแกรมแชทนั่นแหละ

ai ที่คุยแล้วสนุกก็อย่างเช่น siri ของแอปเปิ้ลที่ตอบคำถามบางอย่างได้แบบนึกไม่ถึง ซึ่งหากเทคโนโลยีนี้เอามาใช้ได้กับในช่องทาง Social network ยอดนิยมของคนไทยเราอย่างเฟสบุคหรือว่า Line ได้แบบคุยไหลลื่น

นี่อาจจะทำให้การหันมาโฟกัสกับลูกค้าที่ชอบคุยก่อนจ่าย จะทำให้คุณเจ้าของกิจการโรงแรมสามารถได้รับการจองห้องพักได้มากขึ้น คุ้มค่ากับค่าโฆษณาที่เสียไปครับ

ChatBot ที่ตอนนี้มีให้ใช้แล้ว คุณจะเรียนรู้ครั้งเดียว เพื่อให้มันตอบคำถามลูกค้าทั้งหมดแทนคุณไหมล่ะ

7.Guest App นี่แหละที่คุณต้องการ ผมเดาได้เลยว่าคุณคงฝันอยากจะมีแอพลิเคชั่นดีๆไว้ใช้งานภายในโรงแรมซักแอพหนึ่ง แอพนี้ควรจะทำให้พนักงานทุกส่วนทำงานประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว รับลูกค้าที่มาจากทั้งทางOnline Travel Agency และ ทางเวบไซต์

รวมถึงจากทาง Front Deskได้อย่างราบรื่น และน่าจะสามารถทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาเป็นลูกค้าใหม่อีกครั้งพร้อมรับส่วนลดต่างๆ และนำเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆให้พวกเขาบ่อยๆได้ด้วย

แอพดีๆควรจะทำให้ลูกค้าได้สำรวจห้องและบริการต่างๆในโรงแรมรวมทั้งสั่งจองบริการพวกนั้นได้ด้วย ถ้ามันมีได้นี่ก็น่าจะดีจริงๆนะครับ

Marriott Travel app ที่ลูกค้าสามารถใช้งานได้จริง

ทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยที่มาแล้วและมาแน่ๆ แต่จะปังหรือจะดับก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โรงแรมบางแห่งอาจจะบอกว่าฉันไม่ชอบให้มีคนเยอะๆ ขอหุ่นยนต์ทำงาน เช็คอินได้เอง และบริการตัวเอง หรือบางแห่งอาจจะบอกว่าเอาแค่มี chat bot ที่ช่วยคุยกับลูกค้าได้จริง สามารถจองห้องให้ได้เลย เท่านั้นก็เยี่ยมแล้ว

ส่วนความคิดเห็นของผมนั้น งานอะไรในโรงแรมที่ต้องทำซ้ำๆแล้วต้องทำให้ไวอย่างเรื่องการเช็คอินเช็คเอาท์ห้องพัก ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย ก็น่าสนใจที่จะเอามาใช้ แต่อย่างไรการที่เราได้เจอพนักงาน มาคุย มาคอยดูแลเรา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการจากงานบริการนะครับ

เพราะฉะนั้นการอบรมพนักงานในเรื่องต่างๆ การอัพเกรดความรู้ให้กับพวกเขา การจูงใจให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพของทางโรงแรม ก็น่าจะยังเป็นกุญแจสำคัญหลักในการทำให้ธุรกิจโรงแรมของเราประสบความสำเร็จ

คุณเคยเปิดอ่านคอมเม้นของลูกค้าในโรงแรมต่างๆบ้างไหมครับ ผมชอบนั่งอ่าน แล้วมักจะพบว่า ส่วนใหญ่ลูกค้าจะชื่นชมในเรื่องของพนักงานบริการดียิ้มแย้มแจ่มใส ห้องพักสะอาด นอนสบาย และสุดท้ายอาหารอร่อยมาก ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเท่าไหร่เลยครับ.

อ้างอิง ภาพและคลิปประกอบจาก youtube.com, mashable.com, hotelspeak.com, trivago business blog, revfine.com

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here